หน้าหลัก
ITA
LPA
ประกาศจากระบบ e-GP
 
หน้าหลัก
หน้าหลัก
ข้อมูลหน่วยงาน
ข้อมูลหน่วยงาน
บุคลากร
บุคลากร
ข่าวสาร
ข่าวสาร
แผน
แผน
รายงาน
รายงาน
ระเบียบ
ระเบียบ
บริการประชาชน
บริการประชาชน
ยินดีต้อนรับเข้าสู่
เทศบาลตำบลหัวรอ
นายนพคุณ แถมพยัคฑ์
นายกเทศมนตรีตำบลหัวรอ
วิสัยทัศน์
หัวรอ ตำบลน่าอยู่ ชุมชนเข้มแข็ง
เศรษฐกิจมั่นคง ดำรงวัฒนธรรม
ศาสนสถานและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในชุมชน
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล
โรงหล่อพระอนุรักษ์ไทย
เทศบาลตำบลหัวรอ
1
2
3
4
5
 
 
**ท่านสามารถติดตามข่าวสารของเทศบาลตำบลหัวรอผ่านทาง Facebook ที่ ทต.ตำบลหัวรอรอตลอด 24 ชม.** หรือท่านสามารถติดต่อสอบถามแจ้งเรื่องร้องเรียนหรือจัดส่งเอกสารทางสำนักงานมายังเทศบาลตำบลหัวรอได้ที่ 055-322602 ต่อ 101-115 วันและเวลาในราชการ
 
 
   วัดบางพยอม  (จังหวัด พิษณุโลก)
 
 
 
รูปชุดก่อน
รูปชุดถัดไป
 
คลิกที่ภาพเพื่อขยาย
อุโบสถวัดบางพยอม
ลำดับภาพที่ 1/18
วิหารหลวงพ่อทอง
ลำดับภาพที่ 2/18
หลวงพ่อทอง
ลำดับภาพที่ 3/18
หน้าวิหารหลวงพ่อทอง
ลำดับภาพที่ 4/18
วิหารหลวงพ่อทอง
ลำดับภาพที่ 5/18
หลวงพ่อทอง
ลำดับภาพที่ 6/18
หลวงพ่อทอง
ลำดับภาพที่ 7/18
หลวงพ่อทอง
ลำดับภาพที่ 8/18
วิหารหลวงพ่อดำ
ลำดับภาพที่ 9/18
หลวงพ่อดำ
ลำดับภาพที่ 10/18
หลวงพ่อดำ
ลำดับภาพที่ 11/18
หลวงพ่อดำ
ลำดับภาพที่ 12/18
หลวงพ่อดำ
ลำดับภาพที่ 13/18
หลวงพ่อดำ
ลำดับภาพที่ 14/18
หลวงพ่อดำ
ลำดับภาพที่ 15/18
วิหารหลวงพระครูพิศาลบุญโชติ หรือหลวงพ่อชู
ลำดับภาพที่ 16/18
พระครูพิศาลบุญโชติ
ลำดับภาพที่ 17/18
พระครูพิศาลบุญโชติ
ลำดับภาพที่ 18/18
<<
>>
X
 
ชื่อสถานที่ : วัดบางพยอม
 
ที่ตั้ง : หมู่บ้านบางพยอม หมู่ที่ 2 ตำบลหัวรอ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก
 
ข้อมูล : ประวัติความเป็นมา ตามที่บรรพบุรุษได้บอกกล่าวกันมาถึงท่านผู้ที่มีอายุสูงในปัจจุบันนี้ แล้วท่านก็บอกเล่าให้ฟังว่า การก่อตั้งของวัดบางพยอมนี้ได้มีการก่อตั้งเป็นสำนักสงฆ์เป็นกุฏิให้พระสงฆ์ได้อาศัยและได้มีการเคลื่อนย้ายกันมาเรื่อยๆถึงสมัยปัจจุบันนี้เป็นเวลา ๔ ครั้งแล้ว การก่อสร้างสำนักสงฆ์ขึ้นครั้งแรก ครั้งที่ ๑ ได้ทำการก่อตั้งในพื้นที่ดินทางทิศทางเหนือของพื้นวัดปัจจุบันนี้มีระยะห่างจากวัดปัจจุบันนี้ประมาณ ๖๐๐ เมตร พระสงฆ์ได้จำพรรษาอยู่ที่นั้นได้ประมาณ ๒ – ๓ ปี หลังจากนั้นก็ได้ทำการเคลื่อนย้ายไปจัดอยู่ที่ใหม่เป็นครั้งที่ ๒ ต่อไป /เหตุที่... เหตุที่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายจากที่เดิมไปจัดตั้งขึ้นใหม่เพราะ ๑. สถานที่จัดปลูกสร้างวัดเป็นแหล่งที่อยู่ในป่าดง เมื่อถึงฤดูแล้งทุกปี มีไฟป่ามาเผาไหม้กุฏิที่อาศัยของพระสงฆ์หมดทุกปี ๒. เป็นสถานที่ห่างไกลจากแม่น้ำมาก เมื่อถึงฤดูแล้งจะขาดแคลนน้ำ ไม่มีน้ำพอใช้ ๓. พระสงฆ์ที่อาศัย ไม่มีความปลอดภัยต่อสัตว์ร้าย เหตุดังกล่าวแล้วซึ่งเป็นเหตุที่จำเป็นต้องย้ายวัดไปจัดตั้งเป็นครั้งที่ สองต่อไป การจัดก่อตั้งวัดเป็นครั้งที่ ๒ คือได้ย้ายจากสถานที่ครั้งแรกแล้วมาจัดตั้งตรงสถานที่ หลังวิหารหลวงพ่อดำ ในที่สุดพระสงฆ์ตลอดทั้งสำนักสงฆ์ที่อาศัยในที่นั้นก็อยู่ไม่ได้ต่อไป เพราะเหตุเช่นเดียวกับการเคลื่อนย้ายจากที่เดิมเหมือนกัน การจัดวัดขึ้นครั้งนี้ได้มีพระอยู่จำพรรษาได้ ๒-๓ ปี ดังนั้นจึงมีการจัดเคลื่อนย้ายไปจัดตั้งใหม่เป็นครั้งที่ ๓ ต่อไป การจัดตั้งวัดเป็นครั้งที่ ๓ คือได้ย้ายจากสถานที่การก่อตั้งครั้งที่ ๒ แล้ว มาจัดตั้งในสถานที่ครั้งที่ ๓ โดยมีเหตุผลที่ดีและสมควรเป็นอย่างยิ่งคือ ๑. เป็นการหลีกภัยธรรมชาติ และสัตว์ที่รบกวนตลอดมา ๒. เป็นสถานที่ใกล้แม่น้ำน่าน สะดวกแก่การใช้น้ำได้ตลอดปี ๓. การคมนาคมติดต่อไปมาได้สะดวก ๔. เหมาะแก่การจัดการพัฒนาได้ดี ๕. ประจวบกับได้มีผู้ศรัทธามอบที่ดินถวายให้ทางวัด ผู้ศรัทธาผู้นั้นท่านมีชื่อว่า ท่านขุนยศ นามสกุลท่านไม่ทราบ ท่านมีหน้าที่ทางบ้านเมือง เมื่อท่านขุนยศท่านจำเป็นต้องย้ายที่อยู่และครอบครัวไปอยู่ต่างถิ่นต่างตำบลท่านได้ยกที่ดินถวายให้แก่ทางวัดจัดสร้างต่อไป (ข้อความตอนนี้ นางอับ วีระเดช ปัจจุบันนี้ท่านยังมีชีวิตอยู่ อายุประมาณ ๗๐ ปีเศษ ) ท่านเล่าให้ฟังและได้จำเอาไว้ว่า ปู่ของท่านเมื่อยังมีชีวิตอยู่ท่านได้เล่าให้พ่อของแม่อับต่อมาพ่อของแม่อับก็ได้พูดต่อให้แม่อับฟัง แล้วแม่อับก็ได้มาเล่าผู้เรียบเรียงฟัง เป็นต่อๆกัน มาดังกล่าวแล้ว เนื้อที่ที่ท่านขุนยศท่านได้มอบถวายทางวัดริมแม่น้ำพรุ่งตรงไปทางทิศเหนือไปจดกับที่ดินของทางวัดได้จัดสร้างอารามสำนักสงฆ์มาแล้วเมื่อครั้งที่ ๒ การจัดสร้างวัดขึ้นในครั้งที่ ๓ นี้เป็นวัดที่มีอาคารแข็งแรงมั่นคง ได้สร้างขึ้นในบริเวณที่ดินของท่านขุนยศ เมื่อในราวประมาณปี พ.ศ. ๒๔๓๔ โดยมีสมภารเจ้าอาวาสชื่อหลวงพ่อเอี่ยม ไม่ทราบฉายาและนามสกุล เมื่อหลวงพ่อเอี่ยมได้มรณภาพไปแล้ว ก็ได้มีหลวงพ่อชื่น แก่นเพิ่ม เป็นสมภารเจ้าอาวาส ในขณะที่หลวงพ่อชื่น แก่นเพิ่ม เป็นเจ้าอาวาสอยู่นั้นได้รวมกำลังกันสร้างโบสถ์ขึ้นและได้สร้างเสร็จเมื่อ ร.ศ. ๑๒๔ ตรงกับ พ.ศ.๒๔๔๔ ปีมะเส็ง ช่างผู้ควบคุมการก่อสร้างโบสถ์ได้แก่หลวงพ่อสัมฤทธิ์ เจ้าอาวาสวัดท่าตะเคียน มาควบคุมการก่อสร้างโบสถ์ให้จนสำเร็จ สำหรับพระประธานในโบสถ์นั้นปั้นด้วยปูนซีเมนต์ - โดยมีพระพม่าได้เดินทางมาอาศัยที่วัด ชื่อ “พระหมองเพ้” เป็นช่างและจัดการสร้างพระประธานให้จนเสร็จเรียนร้อย ต่อมาปีประมาณ พ.ศ. ๒๔๔๖ พระชื่น แก่นเพิ่ม ได้ลาสิขาบท ก็ได้มีหลวงต่วนมาเป็นสมภารเจ้าอาวาส หลวงพ่อต่วนท่านได้พัฒนาสร้างความเจริญให้แก่วัดบางพยอมมาเป็นเวลานานถึงประมาณปี พ.ศ. ๒๔๗๗ /หลวงพ่อ... หลวงพ่อต่วนท่านได้ย้ายสถานที่ไปอยู่ที่วัดท่าตะเคียนหลังจากที่หลวงพ่อต่วนได้ย้ายไปอยู่ที่วัดท่าตะเคียนแล้วมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๐๒ ทางวัดบางพยอมมิได้เคยมีเจ้าอาวาสเลย มีแต่หัวหน้าสงฆ์รักษาความเรียบร้อยอยู่เท่านั้น มาปี พ.ศ. 2503 ได้มีพระครูพิศาลบุญโชติ (บุญชู ปสาทโน) ได้เดินทางเคลื่อนย้ายมาจากมาจากวัดกลาง สุริยวงศ์ ตำบลวังอีทก อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เข้ามาจำพรรษาที่วัดบางพยอมต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๐๓ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระครูพิศาล บุญโชติ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดบางพยอม เพื่อจะได้ทำการพัฒนาวัดและหมู่บ้านให้เจริญสืบต่อไป นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นต้นมา พระเดชพระคุณหลวงพ่อพิศาล บุญโชติ พระคุณท่านได้ดำเนินการพัฒนาทั้งวัดและหมู่บ้านบางพยอมโดยไม่หยุดยั้ง ดังจะได้เห็นผลของการพัฒนาของพระคุณท่านที่ปรากฏอยู่แล้วในปัจจุบันคือ (๑) เป็นผู้อุปถัมถ์โรงเรียนประถมศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตของวัดให้ได้รับความสะดวกสบายตลอดมา (๒) ได้จัดการและดำเนินการสร้างถนนสายริมแม่น้ำน่านผ่านหน้าบ้านหมู่บ้านบางพะยอมเป็นดินกว้าง ๔ เมตร ผิวหน้าอัดแน่นด้วยลูกรัง เป็นระยะทางยาว ๔ กิโลเมตร (๓) ได้จัดการวางผังและจัดสร้างกุฏิที่เก่าและชำรุดอาศัยไม่ได้ ก็รื้อออกแล้วสร้างกุฏิขึ้นมาใหม่ให้เข้ากับแผนผังที่วางไว้จนหมดทุกหลังและเรียบร้อยดีตลอดมา (๔) ได้จัดการสร้างถังน้ำประปาบาดาลขึ้นเพื่อให้บังเกิดผลประโยชน์แก่ทางวัดและสาธารณชนทั่วไป เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๖ (๕) ได้จัดการสร้างหอสวดมนต์ขึ้นแทนหลังเก่าที่ชำรุดใช้ประกอบทางพระศาสนาไม่ได้ จนเสร็จเรียนร้อย พ.ศ. ๒๕๑๖ (๖) ได้จัดการปรับปรุงแก้ไข สร้างเสริมเพิ่มเติม วิหารหลวงพ่อดำและศาลาการเปรียญจนเสร็จเรียบร้อยดี (๗) ปัจจุบันนี้ ได้จัดการและดำเนินการสร้างพระอุโบสถขึ้นเพื่อใช้แทนอุโบสถหลังเก่าที่กำลังชำรุด และเกือบจะใช้ประกอบพิธีศาสนากุศลไม่ได้ พระอุโบสถหลังนี้ได้เริ่มสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๖ เป็นต้น มาจนถึงปัจจุบัน ๓.๒ ลำดับเจ้าอาวาส และทายก ในครั้งอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ๑. ก่อนปี พ.ศ. ๒๔๓๔ ได้มีหลวงพ่อเอี่ยม เป็นเจ้าอาวาส ทายก ทายิกา ท่านบอกว่า ไม่ทราบว่ามีใครบ้าง ๒. ปี พ.ศ. ๒๔๓๔เมื่อหลวงพ่อเอี่ยมมรณภาพไปแล้ว ได้มีพระชื่น แก่นเพิ่ม เป็นเจ้าอาวาส มาจนถึงประมาณปี พ.ศ. ๑๔๔๖ ๓. ปี พ.ศ. ๒๔๔๖ เป็นต้นมา ได้มีหลวงพ่อต่วน ได้เป็นเจ้าอาวาสมาจนถึงปี พ.ศ.๒๔๗๗ หลวงพ่อต่วนได้ย้ายไปอยู่ที่วัดท่าตะเคียน ๔. ปี พ.ศ. ๒๔๗๗เป็นต้นมา จนถึงปี พ.ศ.๒๕๐๒ มิได้มีสมภารหรือเจ้าอาวาสเลย มีแต่หัวหน้าสงฆ์รักษาการดูแลวัดเท่านั้น /๕.ปี พ.ศ..... ๕. ปี พ.ศ. ๒๕๐๓เป็นต้นมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ได้มีพระครูพิศาลบุญโชติ เป็นเจ้าอาวาส และเป็นเจ้าคณะตำบลหัวรอ (บัดนี้ท่านได้มรณภาพไปแล้ว เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๒ ) หลวงพ่อดำ ตามคำบอกกล่าวของท่านบรรบุรุษ และท่านผู้สูงอายุในปัจจุบันนี้ ท่านได้กล่าวว่า “หลวงพ่อดำ” ไม่มีท่านผู้ใดทราบ และก็ไม่ทราบว่ามีผู้ใดสร้างขึ้นในสมัยไหน ท่านผู้สูงอายุทั้งหลายได้กล่าวสืบต่อกันมา เมื่อครั้ง ปู่ ทวด ย่า และยาย เมื่อท่านได้เกิดมา ก็ได้เห็นหลวงพ่อดำท่านได้ประดิษฐานอยู่ในป่าดงทึบ และก็ไม่วิหาร มีแต่เถาวัลย์ปกคลุมเอาไว้โดยตลอดทั้งองค์ท่าน และก็ยังเป็นที่อาศัยของสัตว์ร้ายนาๆชนิด อีกทั้งเสือ และหมี ก็ชอบไปนอนที่หน้าตักของหลวงพ่อดำเป็นประจำ พวกชาวบ้านที่ชอบออกล่าสัตว์ได้เคยแอบเข้าไปหมายที่ จะยิงสัตว์ที่มานอนอยู่ที่ตักหลวงพ่อดำ แต่ก็น่าอัศจรรย์ใจยิงเท่าไรๆก็ยิงไม่ออก และได้หันปืนไปทางอื่นก็ยิงออก ทำให้พวกชาวบ้านเหล่านั้นตกใจกลัว ได้พากันหลบหนีออกมาด้วยความกลัว และได้กลับมาเล่าให้พรรคพวกที่อยู่ทางบ้านฟังในความปฏิหารย์ของ หลวงพ่อดำ ทำให้ชาวบ้านที่ได้ยินได้ฟังเหล่านั้นเกิดความเสื่อมใสในองค์หลวงดำเป็นต้นมา ใครมีทุกข์มีร้อนก็เข้าไปกราบกรานให้หลวงพ่อดำช่วย ทุกข์ร้อนของชาวบ้านเหล่านั้น ก็เหือดหายไปได้ด้วยบารมีของหลวงพ่อดำที่ได้ช่วยเขาเหล่านั้นให้พ้นทุกข์ตลอดมา จนเป็นที่โจทย์ขานของชาวบ้านบางพยอมและชาวจังหวัดใกล้เคียงนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ “หลวงพ่อดำ” จึงเป็นพระพุทธรูปที่เป็นมิ่งขวัญ และเป็นที่หวงแหนของชาวบ้านบางพยอมทุกๆคน “หลวงพ่อดำ” เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่เคารพบูชาของประชาชนทั่วไป “หลวงพ่อดำ” เป็นพระพุทธรูปท่าร้างขึ้นด้วย ปูนซิเมนต์ แต่จะสร้างขึ้นเมื่อใดไม่มีใครทราบได้บางท่านที่มีความรู้ทางศิลปะ ท่านก็ว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัย บางท่านก็ว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ดังนั้นประวัติของหลวงพ่อดำจึงเป็นปริศนาที่ ไม่มีผู้ใดใครสามารถทราบประวัติอันแน่นอนของท่านได้ หลวงพ่อทอง การก่อสร้างสำนักสงฆ์ขึ้นมาใหม่ในครั้งที่สามนี้ เป็นสำนักสงฆ์ที่มีอาคารที่แข็งแรงและมั่นคงถาวรกล่าวคือ ได้สร้างขึ้นในบริเวณที่ดินของท่านขุนยศ เมื่อในราวประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๔ ในระหว่างนั้นมีพระภิกษุที่เป็นเจ้าสำนักสงฆ์มีชื่อว่า หลวงพ่อเอี่ยม (ไม่ทราบฉายา) และในต่อมาอีกไม่นาน หลวงพ่อเอี่ยมท่านได้มรณภาพ ก็ได้มีพระชื่น แก่นเพิ่ม ได้เป็นเจ้าสำนักสงฆ์แทนองค์เก่า ในขณะที่พระชื่น แก่นเพิ่ม เป็นเจ้าสำนักสงฆ์อยู่นั้นได้รวบรวมจตุปัจจัยที่มีอยู่ และรวบรวมกำลังของชาวบ้านช่วยกันก่อสร้างโบสถ์ขึ้นมาหนึ่งหลังและได้สร้างโบสถ์เสร็จเมื่อ ร.ศ. ๑๒๔ (ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๔๔ปีมะเส็ง) ปัจจุบันนี้ ที่หน้าบันไดโบสถ์หลังเก่ายังมีหลักฐานอ้างอิงอยู่ ส่วนช่างผู้ควบคุมการก่อสร้างโบสถ์ในสมัยนั้น มีชื่อว่าหลวงพ่อสัมสัมฤทธิ์ ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าตะเคียน และท่านได้มาควบคุมการก่อสร้างโบสถ์ให้จนสำเร็จ โบสถ์ที่สร้างเสร็จแล้วยังใช้บวชพระไม่ได้ เพราะยังไม่มีพระประธาน อยู่ต่อมาอีกไม่นานได้มีพระพม่าเดินทางมาจำพรรษาอยู่ที่สำนักสงฆ์แห่งนี้ ท่านมีชื่อว่าพระหม่องแพ้ ท่านได้ช่วยจัดการสร้างพระประธานจนเสร็จ โดยที่ท่านสร้างด้วยตัวของท่านเอง และท่านก็ได้เดินทางจากไปโดยไม่ทราบว่าท่านไปจำพรรษาอยู่ ณ ที่แห่งใดอีกเลย ซึ่งเรียกว่า พระทอง ซึ่งประดิษฐ์สถานอยู่บริเวณข้างอุโบสถในปัจจุบัน
 
รายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยว

 
 
ผู้เข้าชม 3015 ท่าน         
 
 
รับเรื่องราวร้องเรียน
085-5418899
 
เทศบาลตำบลหัวรอ อ.เมือง จ.พิษณุโลก
โทรศัพท์ : 055-322602 โทรสาร : 055-280-546
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.2551 ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
เทศบาลตำบลหัวรอ
 
  จำนวนผู้เข้าชม 3,707,677 เริ่มนับ 28 ส.ค. 2555 จัดทำโดย : NAXsolution.com  
  นโยบายเว็บไซต์ | นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล | นโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเว็บไซต์ | แผนผังเว็บไซต์  
  Version ขั้นต่ำของ Browser IE9 / Firefox 3.5 / Chrome / Safari4 / Opera10